2007/Jun/15

Chapter 1

ต่างคนต่างก็มีคนที่เคยรักและแอบรัก

ความไม่ลงตัวที่ห่างกันสุดขั้วนี้จะทำให้คอนสองคนมาบรรจบกันได้นั้น จริงหรือ?

ไม่มีสิ่งใดที่จะบอกได้นอกเสียจาก

......พรหมลิขิต.....

ดวงตากลมโตหรี่ปรือขึ้นช้าๆจนสามารถรับความรู้สึกในยามเช้า มือเรียวสวยดันพื้นเตียงนุ่มก่อนจะชันกายลุกขึ้นนั่ง ฝ่ามือเนียนละเอียดข้างหนึ่งกดเน้นย้ำที่ต้นคอราวกับสะบัดความเมื่อยขบ

พลันสายตาก็สอดส่ายไปยังจุดเดิมโดยอัตโนมัติ มันมักจะเป็นเช่นนี้อยู่บ่อยไป ที่โซฟากำมะหยี่สีแดงสดจะถูกชายร่างไม่เล็กยึดครองไว้

หึ...ปาร์ค ยูชอนเป็นถึงเจ้าของไนท์คลับอันดับหนึ่งของเกาหลี

แต่กลับมานอนแอ้งแม้งไม่เป็นท่าอยู่ที่โซฟาห้องเขาอยู่ร่ำไป

ห้องของเขาที่ก็พูดไม่ได้เต็มปากนักว่ามันคือของเขาโดยสมบูรณ์ ตราบใดที่มันยังเป็นส่วนหนึ่งของไนท์คลับแห่งนี้ คลับที่มีชื่อว่า อีรอส หรืออีกความหมายหนึ่งก็คือ คิวพิด และแน่นอนว่าสัญลักษณ์ของคลับแห่งนี้ก็คงจะหนีไม่พ้นรูปกามเทพเด็กตัวน้อยๆที่ถือคันธนูเตรียมแผลงศร

ทั่วทั้งไนต์คลับรวมไปถึงห้องของเขาจะถูกประดับประดาตามตำรากรีกโบราณราวกับลอกมาทั้งดุ้น สีหลักแห่งนี้แน่นอนว่ามันคือสีขาวและสีแดง อีกทั้งลวดลายแกะสลักอันละเอียดวิจิตรหรูหราของบานประตู ลายหน้าต่าง ขอบบานกระจกเงา หรือแม้แต่เครื่องเรือน เตียงนอน โต๊ะ ตู้ต่างๆก็ล้วนแล้วแต่ทำให้แจจุงรู้สึกว่าตนเองได้หลุดเข้าไปอยู่ในอาณาจักรโรมันเข้าเสียแล้ว

และความคิดต่างๆของแจจุงก็ต้องสะดุดลงที่เสียงละเมอเพ้อพกของอีกคน

แชยอนจ๋า....อื้อ แชยอน... 

หนอย ... ปาร์ค ยูชอน ไปตายซะเถอะ

เร็วปานสายลมหมอนข้างใบแข็งถูกเขวี้ยงออกไปเต็มแรงจนปะทะเข้าที่ใบหน้าของคนฝันหวานไม่ถูกที่ถูกเวลาเข้าไปเต็มๆ แจจุงร้อง บิงโก!! ในใจ

อ่ะ โอ้ย อือ... มันคงจะไม่รู้สึกเจ็บถ้าไม่โดนเข้าที่เบ้าตาทั้งสองข้างเต็มๆ

ทำอะไรน่ะแจจุง มันเจ็บนะ... คนถูกกระทำร้องโวยวายในขณะที่มือข้างหนึ่งหยิบหมอนของกลาง ส่วนอีกข้างก็ขยี้หัวที่ฟูอยู่แล้วจนกลายเป็นสิงโตเข้าไปอีก

ก็ปลุกนายไง คนสวยตอบหน้าตาย ก่อนจะเลิกผ้าห่มที่คลุมเอวบางเอาไว้ออก ก่อนจะเดินไปมองบรรยากาศยามเช้าที่สวนหย่อมด้านล่าง

ปลุกหรือจะลอบฆาตกรรมกันแน่ฮะ... ยูชอนปาหมอนลงกับพื้นก่อนที่จะเดินมานั่งบนเตียงที่ไร้เจ้าของ

หึ ถ้าฉันจะฆ่านายนะ ฉันเอาหมอนอุดปากนายไปตั้งแต่คืนแรกที่นายมาก่อกวนความสงบในห้องฉันแล้ว แจจุงกล่าวด้วยใบหน้าทีเล่นทีจริง

อารมณ์ดีแล้วสิ... ยูชอนแกล้งถามไป ทั้งๆที่รู้คำตอบดีอยู่แล้ว เขานี่ล่ะที่ดูแจจุงออก

งั้นมั้ง... ตอบห้วนๆแต่อีกคนก็ชินเสียแล้ว

หิวยัง

ไม่หิวหรอก ก็เพิ่งกินไปตอนเที่ยงคืนกว่าๆนี่ 

แต่ฉันหิว อีกฝ่ายตอบอย่างอ้อนๆ

แล้วไง ฉันไม่กระเพาะกว้างเหมือนนายนะ หิวก็ลงไปหาไรกินสิ แจจุงบอกปัดๆอย่างรำคาญ

แจจุง เมื่อคืนใครทำให้นายหัวเสียเหรอ? ยูชอนรอจังหวะที่จะถามอยู่นาน เมื่อแทรกได้ก็ต้องแทรก

เรื่องเดิมๆ ฉันชินและ ใบหน้าสวยมองตรงออกไปนอกหน้าต่างไม่ก้มไม่เงย แต่มันนิ่ง นิ่งเสียจนคนมองรู้สึกถึงความเคว้งคว้างในสายตาคู่นั้น

ถ้านายไม่อยากทำ ชั้นว่า...

ฉันเต็มใจทำ อย่างน้อยก็เพื่อตอบแทนในสิ่งที่นายทำให้ฉัน แจจุงจำได้ว่าตนพูดประโยคนี้มานับไม่ถ้วน และเขาก็จะพูดมันต่อไป

งั้นเดี๋ยวชั้นไปอาบน้ำก่อนนะ ไม่คิดจะต่อความยาวสาวความยืดเพราะเขารู้ดีว่า แจจุง เป็นอย่างไร ไม่คือไม่ หรือถ้าลองตกลงว่าใช่แล้วล่ะก็อะไรก็ฉุดไว้ไม่อยู่

นี่ก็เข้าสู่เดือนที่เจ็ดแล้ว ที่แจจุงจับพลัดจับผลูมาอยู่ที่อีรอส ยูชอนจำได้ตราตรึงในใจอย่างไม่เคยลืมช่วงเวลาแรกที่ได้พบกับแจจุงเลย

..........................................

...............................

..................

สายฝนเทกระหน่ำควบคู่ไปกับเสียงฟ้าร้องลั่นราวกับสัตว์ร้ายคำรามหาเหยื่อ ลมพายุโหมกระหน่ำเสียจนต้นไม้และเสาไฟฟ้าบางต้นล้มระเนระนาด แต่กลับมีหนึ่งร่างที่นั่งอยู่ริมฟุตบาทของถนนอย่างไม่กลัวเกรง

ยูชอนที่กำลังขับรถสปอร์ตสีดำคันหรูกลับไนท์คลับเบรกรถลงกะทันหัน มันจะไม่เป็นเช่นนั้นหากเพียงแต่ว่าใบหน้าหวานที่แหงนเงยขึ้นมามีดวงตาที่เศร้าสร้อยราวกับว่าจะทำให้เขาร้องไห้ แต่น่าแปลกที่ดวงตาเหงาคู่นั้นไร้ซึ่งน้ำตาแม้แต่หยดเดียว

และนั่นคือจุดเริ่มต้นระหว่างเขาและแจจุง

ยูชอนพาแจจุงมาที่ไนท์คลับ ใบหน้าและรูปร่างที่งดงามเกินคำบรรยายทั้งๆที่ก็รู้ว่าเป็นชายของแจจุงนั้นทำเอายูชอนรู้สึกพิเศษเหนือคนอื่น แต่นั่นมันก็มิใช่ความรัก เขาดูแลแจจุงแบบเพื่อนเพื่อลดความห่างและความรู้สึกอึดอัดในสถานที่ใหม่ๆและกับผู้คนแปลกหน้า

ถึงแม้จะเรียกได้ว่าเป็นผู้ที่สนิทกับแจจุงมากที่สุดในขณะนี้ แต่อดีตของแจจุงเขาเองก็มิอาจเดาได้ แจจุงไม่เคยปริปากบอกใคร ใบหน้าที่นิงเฉยไร้ความรู้สึกเก็บซ่อนความเจ็บปวดเอาไว้ยังส่วนที่ลึกที่สุดในหัวใจ และเขาก็ไม่คิดที่จะเซ้าซี้ถามไม่ใช่เพราะกลัวแจจุงไม่ตอบ แต่เป็นเพราะตนเองไม่อยากให้แจจุงรื้อฟื้นมันขึ้นมาอีก

หลังจากนั้นไม่กี่อาทิตย์ แจจุงก็ขอเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของพนักงานที่นี่แทนที่จะอาศัยอยู่ฟรีๆ แน่นอนล่ะว่ายูชอนคว้าหัวชนฝา เมื่อได้ยินแจจุงบอกว่าเขาจะมาเป็น Sexy Dance ของคลับแห่งนี้

ทำไม นายหึงชั้นเหรอ? นั่นคือคำที่แจจุงถามหลังจากมองผมหัวฟัดหัวเหวี่ยง

ไม่ใช่เว้ย แต่ไม่ได้ๆ หน้าตาแบบนายรับรองไม่รอดปากเหยี่ยวปากกาไปได้พ้นสองคืนหรอก 

หึ ไม่ลองก็ไม่รู้ แจจุงยังคงนั่งไขว่ห้างเอามือกอดอกอย่างสบายใจ

หยุดความคิดบ้าๆนี่เลยนะ แจจุง ผมเอามือชี้หน้าเจ้านี่ ก่อนจะบอกคำค้านออกไป

ไม่ ชั้นจะทำมันเป็นสิทธิ์ของชั้น แต่ลองคุณแจจุงตัดสินใจจะทำอะไรแล้ว ใครก็ค้านไม่ได้

แต่ชั้นไม่จ้างนาย ผมเองก็ไม่ลดละความพยายามหรอก

งั้นชั้นไปล่ะ ลาก่อน... 

เอ้ยๆๆ....เดี๋ยวเซ่....

และนั่นคือจุดเริ่มต้นของ

Hero Sexy Dance

ราชินีของไนท์คลับอีรอส

.............................................

...................................

...................

และคืนนี้ก็เป็นอีกคืนที่หนุ่มหน้าสวยต้องออกวาดลวดลายอีกครั้ง

ณ ชั้นลอย ของอีรอสแสงไฟสีแดงสลัวสลับไปมาเข้ากับจังหวะอันเร้าใจของเพลงที่ดังลั่นราวกับจะช่วยปลดปล่อยความตรึงเครียดของผู้ที่มาใช้บริการ บนฟลอร์เต้นแดนซ์นั้นถูกยกระดับให้สูงขึ้นประมาณช่วงไหล่ของผู้ชม เพื่อจะได้มองเห็นกันทั่วถึง บาร์เหล้าเบียร์ชั้นดีถูกตั้งไว้ล้อมรอบทั่วบริเวณลานกว้างที่ถูกประดับประดาด้วยเสาโรมันสีขาวบริสุทธิ์ที่ตกแต่งด้วยเถาวัลย์กุหลาบแดงเลื้อย โคมไฟโบราณส่องแสงสลัวตามมุมเสาทุกต้นนั้นก็ยิ่งช่วยเพิ่มความรู้สึกต้องมนต์เสน่ห์แห่งรูปธรรมมากขึ้นไปอีก ช่างเป็นการเชิญชวนที่ถูกที่ควรยิ่งนัก

แต่ไหนเลยวัตถุจะมามีบทบาทเหนือมนุษย์ได้เล่า ร่างกายบอบบางส่ายอ้อนไปทั่วทุกอณูแห่งพื้นที่บนฟลอร์ เส้นผมชุ่มเหงื่อสะบัดปลิวไปตามแรง ดวงตากลมโตหรี่ปรือไล่กวาดไปทั่วทั้งบริเวณราวกับไม่อยากจะให้เหยื่อสักรายหลุดรอดไป เรียวลิ้นชื้นสีแดงสดและเล็มไปทั่วริมฝีปากอิ่มเอิบของตนเองอย่างกระหายในรสกามอารมณ์ ฝ่ามือเนียนนุ่มลูบไล้ไปยังแผงอกนวลกระจ่างที่ซึ่งไร้อาภรณ์ใดๆปกปิดอย่างยั่วยวน สะโพกกลมมนโยกย้ายเนิบนาบสลับถี่รัว มืออีกข้างที่ว่างไว้เลื่อนลงมาจับตรงช่วงรางดุมของกางเกงสแลคสีดำที่ถูกปลดซิบออกไปแล้ว เจ้าตัวกระชากกระดุมออกกระเด็นหลุดทันทีในครั้งเดียว ก่อนจะวางมือไว้ที่ตรงนั้นพร้อมๆกับส่ายสะโพกไปตามเสียงเพลงอย่างบ้าคลั่ง

คิม แจจุง ทำเอาหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ น้ำลายหกกันไปเป็นทิวแถว

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

จินโทนิคแก้วนึง เสียงแหบเสน่ห์เอ่ยขึ้นกับบาร์เทนเดอร์ที่รู้จักกันเป็นอย่างดี

ขอผมด้วยสิ เสียงหนึ่งดังขึ้นแทบจะในทันทีที่ร่างบางกล่าวจบ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเป็นเสียงใคร

พรุ่งนี้ไม่มีสอบหรือไง? แจจุงถามไปทันที พร้อมกับทำหน้าหน่ายๆ

มีครับ ก็เลยต้องมาชาร์ตพลังนี่ไง คำตอบกวนๆของคนข้างๆนี่แทบจะทำให้แจจุงลุกหนี แต่ว่าเขาก็ไม่ทำ

ถ้าชั้นเป็นพ่อแม่นายคงไม่ปล่อยให้นายมาผลาญเงินอยู่ที่นี่หรอก ราวกับจะสั่งสอน แต่จริงๆก็เพื่อเตือนสติ

โอ้ย พวกเขาไม่ว่างมานั่งจับผิดผมหรอกครับ ป่านนี้คงประชุมกับผู้นำด้านการค้าโลกที่แอลเออยู่มั้ง คำตอบราวกับว่ามันคือเรื่องจิ๊บจ้อยทำเอาแจจุงเบ้หน้า มือเรียวคว้าแก้วเหล้ามาจิบก่อนจะเขย่าแก้วฟังเสียงน้ำแข็งอย่างผ่อนคลาย

หนุ่มน้อย ชิม ชางมินลูกชายท่านรัฐมนตรีด้านการค้าของเกาหลีจ้องมองใบหน้าสวยงามที่เขาหลงใหลมานานนับเดือน ครั้งแรกจำได้ว่าเขามาที่คลับนี้เพราะคำเชิญชวนของเพื่อน และเขาก็เบื่อที่จะต้องรีบกลับบ้านหลังโตเพียงเพื่อจะไปทานข้าวที่แม่บ้านทำเตรียมไว้ให้ ชางมินกำลังเรียนอยู่ที่มหาวิยาลัยอินเตอร์ชื่อดังในโซลเป็นปีแรก รูปร่างหน้าตาที่หล่อเหลาน่าเอ็นดูและฐานะที่ใครได้ฟังก็ต้องตาลุกวาว ทำให้มีสาวๆและหนุ่มๆมาติดพันเป็นจำนวนมาก แต่เจ้าตัวก็ปฏิเสธกลับไปทุกรายเหตุเพราะหลงเสน่ห์ใบหน้าขาวสวยข้างๆนี้

แจจุง....

พี่แจจุง... เสียงแหบหวานกล่าวลอยๆ ทำเอาคนข้างๆเม้มปากแน่น

แจจุงอ่า... แต่ชางมินก็ยังคงดื้อ

อย่ามาลามปาม ...เรียกชั้นว่าพี่แจจุง... และชางมินก็ยังคงไม่รู้ว่าแจจุงน่ะ ดื้อกว่า

โอเคๆ พี่แจจุงก็พี่แจจุง พรุ่งนี้ไปทานมื้อค่ำกับผมนะครับนะ เสียงนุ่มเอ่ยอย่างน่ารักพลางอ้อนนิดๆ

ไม่ได้ พรุ่งนี้มีโชว์

งั้นหลังโชว์เสร็จก็ได้ครับ ชางมินยังคงตื้อไม่เลิก

ก็บอกว่ามะ...

ไปเถอะ แจจุง... เสียงของผู้มาใหม่ดังขึ้น แจจุงยักไหล่อย่างเซ็งๆ

คุณยูชอน สบายดีเหรอครับ ชางมินทักทายเจ้าของไนท์คลับอย่างเป็นกันเอง

สบายดีครับ แจจุงพรุ่งนี้ไปทานข้าวกับคุณชางมินนะ

ชั้นขี้เกียจออกไปข้างนอก... แจจุงบอกปัดแต่ยูชอนนั้นรู้ดี

พรุ่งนี้ชั้นก็มีนัดทานข้าวเหมือนกัน นายไม่ต้องห่วงว่าชั้นจะไม่มีเพื่อนกินข้าวหรอก คำย้อนที่ได้ยินทำเอาแจจุงรู้สึกเสียหน้า

บ้า ใครเค้าห่วงนายกัน...ไปก็ไปสิ.. 

งั้นตกลงตามนี้นะ พรุ่งนี้ไปทานข้าวกับคุณชางมิน... พูดจบก็เดินจากไป โดยมีสายตาลอยๆมองตาม

คุณยูชอนนี่ดีจังนะครับ... ชางมินกล่าวอย่างชื่นชม ยามเมื่อคนที่พูดถึงทำให้ความหวังของตนเป็นจริง

คนอย่างหมอนั่น มีดีตรงไหนกัน... แจจุงกล่าวอย่างแผ่วเบาราวกับจะบอกกับตัวเอง

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ณ ร้านอาหารญี่ปุ่นชื่อดัง

ยูชอนกำลังนั่งมองใบหน้ายามเศร้าโศกของผู้ใหญ่ทั้งสองท่านอย่างเห็นอกเห็นใจ ทำไมเขาจะไม่รู้ว่ามันเกิดเรื่องอะไรขึ้นก็ในเมื่อหนังสือพิมพ์เกือบทุกฉบับในโซลพาดหัวข่าวเรื่องของเพื่อนเขาทุกวันในช่วงหลายอาทิตย์ที่ผ่านมา มือเรียวเอื้อมไปหยิบทิชชู่มาส่งให้คุณอาผู้หญิงก่อนที่เจ้าตัวเอานำไปซับน้ำตาที่พลั่งพรู

ยูชอนช่วยอาทีนะ อาไม่รู้จะไปพึ่งใครแล้ว เสียงของชอง ชิโฮดังขึ้นอย่างอ่อนล้า พลางจ้องไปที่ใบหน้าของเพื่อนคนสนิทของลูกชายตน

ผมเข้าใจความรู้สึกของคุณอาทั้งสองดีครับ แต่ยุนโฮมันไม่เอาใครเลย เขาเองก็จนปัญญา เพราะว่าก็แทบจะช่วยทุกวิถีทางแล้วที่จะทำให้เพื่อนรักกลับมามีชีวิตชีวาขึ้นเหมือนเมื่อก่อน

อารู้ ฮึก แต่เราจะปล่อยให้ยุนโฮเป็นแบบนี้ต่อไปเหรอ? เสียงของคุณอาผู้หญิงกล่าวพลางสะอื้น

ผมไม่ได้หมายความเช่นนั้นครับ ผมเพียงแต่คิดว่าบางทีเวลาอาจจะช่วยได้...

แล้วเมื่อไหร่ล่ะยูชอนฮึก เป็นอาทิตย์ เดือน หรือเป็นปี ฮึก สิบปี หรือตลอดไปจนกว่า ฮึก ชีวิตของอาจะดับไป คุณนายชอง นาบิน ร่ำไห้อย่างหน้าสงสารที่ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนคนโตของบ้านต้องมาเสียผู้เสียคนเพียงเพราะผู้หญิงคนเดียว

ผม...

อาขอร้องนะยูชอน พวกอาสองคนจนปัญญาแล้วจึงมาขอร้องเรา ในฐานะที่อีกหน่อยเราเองก็จะมาเป็นหนึ่งในครอบครัวของอาแล้ว ได้ไหมยูชอน ชอง ชิโฮเอ่ยอย่างเว้าวอนไปยังอีกคนที่จะมาเป็นลูกเขยเขาในไม่ช้านี้

เอ่อ เฮ้อ ก็ได้ครับ ผมจะลองพยายามดูอีกครั้ง ยูชอนบอกรับออกไปพร้อมๆกับความรับผิดชอบที่หนักอึ้งไปทั้งหัวใจ

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

คีย์การ์ดสีทองถูกสอดเข้าไปที่ช่องใกล้ลูกบิดประตูไม้สักสีขาวบานกว้างขนาดสองบานติดก่อนที่จะพลักมันออกเบาๆ ความอับชื้นที่กระทบจมูกทำให้ต้องหันหนีออกมาด้านนอกเพื่อสูดอากาศที่บริสุทธิ์กว่าเข้าไป ยูชอนส่ายหัวอย่างปลงๆก่อนจะสูดลมหายใจเข้าไปเต็มปอดแล้วจึงเดินเข้าไป

ความมืดทะมึนทำให้เพนเฮาส์กว้างขวางโอ่อ่าหรูหรานั้นเป็นเพียงแค่ภาพในอดีต หน้าต่างกระจกบานใหญ่ถูกต้นไม้เลื้อยที่เจ้าของห้องเคยปลูกเอาใจคนรักเกาะแน่นจนแสงสว่างลอดเข้ามาเพียงน้อยนิด พื้นพรมเกิดควันขาวๆของฝุ่นขึ้นมาทันทีที่เท้าของชายหนุ่มย่ำลงไป ชุดอาหารอย่างดีที่ยังคงมีฝาสีทองคลุมปิดนั้นวางนิ่งอยู่บนโต๊ะกึ่งหินอ่อนกึ่งแก้วหนามีสไตส์แต่มีฝุ่นหนาเป็นนิ้วเกาะอยู่เต็มไปหมด

ยูชอนส่ายหน้าอย่างเอือมระอา ครั้งสุดท้ายที่เขาเข้ามาในห้องนี้มีสภาพเป็นเช่นไรก็ดูเหมือนไม่แตกต่างกันมากนัก มีแต่จำนวนขวดเหล้าที่ระเนระนาดไปทั่วทั้งห้อง นี่สินะคนที่มีอารมณ์ศิลปิน อกหักรักคุดขึ้นมาหน่อยก็จะเป็นจะตายเซ้นส์ซิทีปกว่าชาวบ้านชาวเมืองเขา แล้วนั่นเจ้าตัวปัญหาไปกองอยู่แถวไหนของห้องนี้กันล่ะ

เฮ้อ นี่มันห้องคนอาศัยหรือบ้านร้างกันแน่วะ ยูชอนสบถออกมาหลังจากที่เผลอเตะขาโต๊ะวางทีวีเข้าอย่างจัง สภาพเอียงกะเท่เล่แบบนี้แสดงว่าเจ้าตัวคงจะพยายามที่จะทำลายมันสินะ

ยูชอนเดินเข้าไปที่ห้องนอน กลิ่นของแอลกอฮอล์คละคลุ้งยิ่งกว่าด้านนอกนั่นเสียอีก เศษบุหรี่หลายสิบมวนกระจัดกระจายทั่วพื้นปะปนไปกับขวดเหล้าหลายยี่ห้อ ปลายเท้าสีซีดโผล่พ้นชายขากางเกงออกมาทำให้รับรู้ได้ว่าอีกหนึ่งสิ่งมีชีวิตอันริบหรี่นี้อยู่ตรงไหน

เฮ้อ นี่มันซากศพชัดๆ ยูชอนเอาหลังมืออังที่จมูกของคนที่หลับสนิท ใบหน้าอ่อนล้าที่ซีดเผือดทำให้เขาไม่ค่อยแน่ใจว่าหมอนี่จะยังมีชีวิตอยู่หรือไม่

อื่ม ตายยากน่าดูเหมือนกันแฮะ.... ขายาวก้าวข้ามเพื่อนของตนไปยังโทรศัพท์หัวเตียงหนาฝุ่นก่อนจะกดเบอร์ลงไปที่ยังรูมเซอร์วิส

ส่งคนทำความสะอาดขึ้นมาสักสามสี่คนนะ... พูดจบก็วางสายไปก่อนจะนึกถึงเหตุการณ์วันสุดท้ายที่เขาเจอหน้าเพื่อนคนนี้

.......................................................

.............................................

....................................

มือเรียวกดทับอยู่ที่บาดแผลเปื้อนเลือดบนหน้าฝากของตน ถ้าไม่ติดว่าคนทำคือไอ้เพื่อนตัวดีนี่ล่ะก็รับรองมันคงไม่ได้มีลมหายใจอยู่สงบๆเป็นแน่

ยูชอนมองตามมือที่คว้าแจกันใบย่อมไว้ในมือก่อนที่จะเอี้ยวตัวหลบอย่างหวุดหวิดได้เลือดอีกแผล

....ชอง ยุนโฮ มันกำลังเป็นบ้า....

ควบคุมสติหน่อยสิวะ ยุนโฮ!!! ยูชอนกล่าวอย่างเหลืออด

ออกไป ออกไปให้พ้น.... เสียงคำรามอยู่ในลำคอดังขึ้น พร้อมๆกับตาขวางๆที่แดงก่ำ

แค่ผู้หญิงคนเดียว...

หุบปาก!!!! เสียงตะคอกทำเอาความอดทนที่มีขีดจำกัดของยูชอนขาดผึ่ง

ไอ้บ้าเอ้ย อย่าอยู่เลยแก... ยุนโฮถูกผลักจนกลิ้งไม่เป็นท่า ใบหน้าเปื้อนน้ำตาที่ยังคงมีแววหล่อเหลาหันไปมาตามแรงชกของอีกคน เลือดสีแดงสดไหลลงมาจากแผลกว้างที่ระบมช้ำ

เอาเลย...ฆ่าชั้นเลย ฆ่าชั้นให้ตายไปเลย... คำพูดของเพื่อนทำให้ยูชอนชะงักหมัดค้าง ร่างกายไหวเป็นจังหวะขณะที่กำลังพยายามจะข่มอารมณ์ที่มันครุกกรุ่นอยู่ในขณะนี้

แกมันโง่ ยุนโฮ น้ำเสียงที่พยายามปรับให้เรียบนิ่งถูกเอ่ยขึ้นหลังจากเจ้าตัวควบคุมมันได้แล้ว

ใช่ ชั้นมันโง่ ขอร้องต่อไปนี้อย่ามายุ่งกับคนโง่ๆอย่างชั้นอีกเลย ใบหน้าเจ็บปวดที่คนมองรู้ได้ในทันทีว่ามันไม่ได้มาจากร่างกาย หากแต่มีเหตุมาจากก้นบึ้งของหัวใจ กำลังร่ำไห้ให้กับความโง่งมของตนเอง นั่นคือภาพสุดท้ายที่ยูชอนจากมา

..................................................

.......................................

.......................

เนื่องจากยุนโฮสลบนิ่งไปหลายชม.ห้องทั้งห้องที่เคยรกร้างก็กลับสะอาดและดูมีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้ง จะมีก็เพียงแต่บานหน้าต่างใบขนาดเท่าความสูงของเขาที่ยังคงถูกเถาวัลย์ปิดทึบ

.......นั่นก็คงไม่ต่างอะไรกับหัวใจของนายสินะ ยุนโฮ......

ยูชอนเดินไปนั่งที่เก้าอี้ข้างเตียงที่มีร่างอันอิดโรยของเพื่อนรักนอนอยู่ คราวเลือดเกระกรังต่างๆถูกชำระออกไปจนหมดจดแล้ว แต่กระนั้นความมัวหมองและความเศร้าก็ยังคงปรากฏอยู่ชัดแจ้งในใจของชายผู้นี้

....ยุนฮา สำคัญกับยุนโฮขนาดไหนทำไมเขาจะไม่รู้...

ยูชอนมองไปรอบๆห้องอย่างพอใจ ถ้าเกิดยุนโฮยังคงมีสติอยู่คงไม่ปล่อยให้ใครเข้ามาวุ่นวายในห้องนี้เป็นแน่...ห้องที่มีแต่ความหลังของเขาและยุนฮา

มือเรียวกดโทรศัพท์มือถือไปที่หมายเลข 1 อย่างคุ้นเคย

กินข้าวเสร็จยัง เสียงที่กรอกไปตามสายนั้นดูเหนื่อยล้าจนปลายสายนึกสงสัย

(เสร็จแล้วกำลังจะกลับ มีอะไรหรือเปล่า?)

ไม่หรอก อยากได้ยินเสียงนายน่ะ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร ทุกครั้งที่มีเรื่องไม่สบายใจเขาถึงชอบที่จะฟังเสียงของแจจุง หรือเป็นเพราะจะตะหนักดีอยู่ในอกว่าคนในสายมีเรื่องทุกข์ใจกว่าเขาหลายเท่านัก

(ประสาท อาหารที่นายกินเข้าไปมันมีพิษใช่ไหม?)

หึหึ กลับถึงคลับแล้ว นอนเลยนะไม่ต้องรอชั้น

(ใครเขาจะรอนายกัน ชั้นก็ง่วงเป็นนะ)

พลันสายตาของตนเองก็สบเข้ากับคนที่ลุกนั่งตื่นจากการนอนหลับมาตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่อาจทราบได้ แววตาของเพื่อนรักที่เขาไม่ได้พบไม่ได้เห็นมานานแสนนาน แต่มันกลับรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด สายตาแบบนี้มันเหมือนกับ

.....แววตาของแจจุง....

เอ่อ แจจุง อย่าเพิ่งนอนนะ รอชั้นก่อน ชั้นมีเรื่องจะคุยด้วย เมื่อสายถูกตัดไป ยูชอนก็เกิดอาการไม่ชินขึ้นมาเสียเฉยๆ ต้องทำตัวกับมันยังไงวะก็คราวก่อนจากมาแบบไม่ค่อยสวยเลิศสักเท่าไหร่ด้วยสิเนี่ย

เอ่อนาย ตื่นแล้วเหรอ? น้ำเสียงทุ้มเก้ๆกังๆถูกส่งถามออกไป แต่แววตาที่เศร้าหมองก็ยังคงมองออกไปที่บานหน้าต่างทึบ

........................................... ไร้ซึ่งการตอบสนอง

หิวไหม?

มาทำไม? แทบจะทันทีที่คำตอบถูกสวนออกมา ยูชอนถอนหายใจกับ การโต้เถียง ต่อไปที่จะต้องเกิดขึ้น

ข้าวปลาไม่ค่อยกินแบบนี้ นายจะตายเอาได้นะ ยุนโฮ 

ช่างชั้น นายไม่ต้องมายุ่ง.... 

ขอร้องล่ะยุนโฮ สงสารพ่อแม่นายบ้างสิ 

ไม่มีชั้นท่านก็คงไม่ลำบาก 

มันไม่ใช่แบบนั้น....

ชั้นอยากอยู่คนเดียว... 

.....เหมือนกันไม่มีผิด....

ลองเมื่อตัดสินใจอะไรไปแล้วใครก็ค้านไม่ได้ แจจุงนายจะช่วยชั้นได้ไหมนะ??

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

อะไรนะ!! ให้ชั้นไปอยู่กับเขา... ร่างบางแหกปากโวยขึ้นมาทันทีที่ได้รับรู้เรื่องราวจากปากของยูชอน

ก็แค่จนกว่ายุนโฮมันจะหาย 

แล้วถ้าเขาไม่หายล่ะ เลิกคิดเลย ชั้นไม่เอาด้วย 

ถือว่าชั้นขอร้องนะ แจจุงนะ ยอมก้มหัวให้เลยก็ได้ ยูชอนทำท่าจะทำอย่างที่พูดจริงๆจนแจจุงอึกอัก ทำไรไม่ถูก

เฮ้ย ไม่ต้องๆ แจจุงยกมือห้าม

นายตกลงนะ ยูชอนพยายามจะรวบรัดตัดตอน

แล้ว...งานที่ไนท์คลับนี่ล่ะ 

ไม่มีปัญหาหรอก ที่ชั้นขอร้องให้นายไปทำนั่นก็คืองานเหมือนกัน นายไม่ต้องกลัวว่าจะเห็นเป็นบุญคงบุญคุณอะไรหรอก 

ไม่ใช่ แล้วลูกค้าที่คลับนายจะไม่ว่าเอาเหรอ? 

อื่ม นั่นสินะชั้นลืมไปเลยว่านายน่ะเป็นราชินีของคลับชั้นนิ เอางี้ชั้นจะให้นายมาเต้นเฉพาะวันศุกร์กับเสาร์และกัน แบบนี้ก็ดี นายจะได้ไม่ต้องเหนื่อยด้วย 

หึ แต่งานใหม่ที่นายโยนมา มันดูจะเหนื่อยกว่างานเก่าชั้นนะ...

ฮ่าฮ่า นายเรียกว่างานใหม่ แสดงว่าโอเคแล้วสินะ... ยูชอนดักทางอย่างรู้ทัน ทำเอาแจจุงต้องหันหนีอย่างเบื่อๆ ทำไมไม่เคยชนะลูกตื้อของหมอนี่สักทีนะ

เออๆ นายมันเจ้าชีวิตชั้นนิ แจจุงกล่าวเล่นๆ แต่ก็ทำให้อีกคนรู้สึกไม่พอใจขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว

ชีวิตนายมันเป็นของนาย ชั้นไม่เคยบังคับ งานนี้ชั้นก็ขอร้องนาย ถ้านายไม่อยากทำ.... น้ำเสียงนี้บ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่าคนพูดไม่ได้สนุกด้วยเหมือนยังเคย

ชั้นล้อเล่น...นายอย่าซีเรียสได้มะ แจจุงเดินหนีอย่างไม่สบอารมณ์ขึ้นมาเหมือนกัน ร้อนใจถึงอีกคนที่ต้องมาดักหน้าไว้

อ้ะ เข้าใจแล้วน่า อย่าเพิ่งโกรธสิ...

ชั้นไม่ใช่พวกงี่เง่าขี้งอนพรรค์นั้นสักหน่อย ดวงตากลมโตค้อนให้หนึ่งครั้ง เรียกรอยยิ้มให้แก่ยูชอนได้ในทันที

แล้วจะให้เริ่มงานวันไหน?

หืม...

ดูแลนาย ชอง ยุนโฮน่ะ... แจจุงช่วยเตือนความจำให้

อ้อ พรุ่งนี้ๆ เดี๋ยวชั้นพาไปเอง...

ไม่ต้องอ่ะให้คนรถไปส่งก็พอ นายงานล้นมือนิ

อื่ม เอางั้นก็ได้...แจจุงอดทนกับมันหน่อยนะ และถ้าเกิดมันอาละวาดก็เรียกรปภ.ของโรงแรมได้เลย ชั้นสั่งไว้แล้ว... ยูชอนฝากฝังอย่างเป็นห่วง

นายจะมากังวลอะไรล่ะ ที่เลือกให้ชั้นไปทำหน้าที่นี้ ก็เพราะรู้ว่าชั้นจะต้องเอาตัวรอดได้แน่ๆไม่ใช่เหรอ แจจุงพูดก่อนจะล้มลงนอนบนเตียงของตน

นั่นสินะ... ยูชอนก็เดินไปปิดไฟก่อนที่จะล้มตัวลงนอนที่โซฟาตัวประจำ

ยูชอน เพื่อนคนนี้สำคัญกับนายมากเลยเหรอ? เสียงแหบหวานลอยตามอากาศมาในความมืด

อื้ม นอกจากเป็นเพื่อนรักแล้ว มันคือพี่ชายของคู่หมั้นชั้นน่ะ 

งั้นเหรอ 

นอนเถอะ พรุ่งนี้นายจะต้องเจอศึกหนัก

อื้ม ความเงียบคืบคลานเข้ามาพร้อมๆกับความมืดสงบ เวลาแห่งการนอนน่าจะทำให้ร่างบางรู้สึกง่วงงุน แต่ทว่าดวงตากลมโตใสยังคงจ้องมองไปยังความมืดรอบด้านอยู่เช่นนั้นต่อไป

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

Please,comment for us

2007/Jun/15

Pairing: Yunho x Jaejoong Yoochun x Junsu

Category: Drama / Romance

Style: Yaoi

Author: Strawberry_Cupid

Rating: PG-13

Intro

......พรหมลิขิต.....

คุณเคยเชื่อในคำคำนี้หรือไม่?

คำสวยหรูที่มีใครบางคนอุปโลกน์ มันขึ้นมา จากความหมายที่ว่าคนสองคนที่มีจุดกำเนิด สถานะ ความเป็นอยู่ นิสัยใจคอทุกสิ่งทุกอย่างที่แตกต่างหรือเหมือนกัน ได้มาพานพบรู้จักและเกิดความผูกพัน จนมีความรู้สึกที่ดีให้แก่กันและแน่นอนว่ามันจะต้อง

.....พิเศษเหนือคนอื่น.....

...................................

.......................

..................

ร่างบอบบางแต่ไม่ได้ดูอ่อนแรงขี้โรค ก้าวขาเรียวที่ซ่อนอยู่ภายใต้กางเกงยีนส์สีซีดขาดตามสไตส์อย่างเซ็งๆไปยังห้องน้ำที่อยู่ด้านในสุดของร้านที่อื้ออึงไปด้วยผู้คนและสุรา

มือเรียวขาวผุดผ่องปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตสีดำสนิทเข้ารูปอย่างรีบร้อนก่อนจะถอดมันออกอย่างเร่งด่วน มืออีกข้างก็เอื้อมไปที่หัวบิดของก๊อกน้ำทันทีที่เสื้อชื้นเหงื่อถูกถอดพ้นจากตัว

บ้าชิบ เห็นเสื้อชั้นเป็นโถส้วมรึยังไงนะ!! ร่างบางสบถอย่างหมดสิ้นความอดทน เรียวปากบางได้รูปสีแดงสดเม้มแน่นยามเมื่อมือสวยขยี้แรงๆที่รอยคราบอ้วกด่างๆหลายจุดบนเสื้อของตน

พลางในใจก็ระเบิดความคับแน่นออกมา

.....วงจรสวะ โสมมเป็นที่สุด!!....

เพราะแกคนเดียวที่ทำให้ชีวิตชั้นต้องตกต่ำแบบนี้!!! ร่างบางกล่าวอย่างแค้นเคืองขณะบิดเสื้อในมือจนไม่เป็นทรง นิ้วเรียวเกี่ยวปกคอเสื้อเชิ้ตลวกๆก่อนจะพาดไว้ที่ไหล่ขาวนวลเนียนพร้อมๆกับเดินออกจากห้องน้ำ

ริมฝีปากบางเริ่มกระตุก เหตุอันเนื่องมาจากสายตาโลมเลียที่ถูกส่งมาจากผู้คนรอบข้างในคลับหรู ไม่มีใครรู้ดีเท่ากับเจ้าตัวอีกแล้วว่า

.....ขณะนี้จุดเดือดของ คิม แจจุง มาถึงแล้ว....

มองไรวะ!! ไม่แปลกหรอกที่แขกประจำหน้าเดิมๆจะหาว่าเขาพาล

โธ่ แจจุงคนสวย ไปกินรังแตนที่ไหนมาจ้ะ เสียงของหนึ่งเสี่ยกระเป๋าหนักที่ทำแน่เพราะมีแบคอัพดีอย่างโรงแรมหรูทางเกาะเชจูอยู่สองแห่งกล่าวอย่างไม่สะทกสะท้าน แต่คุณเสี่ยคงจะประเมินคิม แจจุงคนนี้ต่ำเกินไป

จะรังแตนรังต่อแล้วเสี่ยเกี่ยวไรด้วย เสียงหวานแหบกล่าวอย่างขุ่นเคืองโดยไม่เกรงกลัวอิทธิพลใดๆ

จุ จุ จุ คนสวยพูดกับเสี่ยดีๆหน่อยสิ ถ้าวันนี้ยอมไปกับเสี่ย เดี๋ยวจะติ๊บงามๆให้หายดุเลยเป็นไง ร่างท้วมเตี้ยเดินเข้ามาใกล้ร่างที่กำลังระอุราวกับภูเขาไฟ

พูดดีๆไม่เข้าใจใช่ไหม ได้.... กำปั้นขาวยกขึ้นสูงในระดับเหมาะเหม็งกับกกหูของคนที่เข้ามาใกล้ แขนอวบยกขึ้นปกป้องร่างกายตนเองทันทีตามสันชาติญาณการเอาตัวรอด แจจุงที่สั่นเป็นเจ้าเข้ากำลังจะระเบิด ณ บัดนี้

หยุดนะ....แจจุง!! เสียงปะกาสิตที่แจจุงได้ยินแล้วต้องเกิดอาการเซ็งขึ้นมาจนล้นคอ ไม่ได้เกรง ไม่ได้กลัว แต่ก็ขัดไม่ได้ เป็นเพราะคนคนนี้คือ ผู้มีพระคุณ

ราวกับเสียงระฆังหมดยกเลยนะเสี่ย แจจุงกล่าวอย่างยียวนก่อนจะลดหมัดลง แล้วหันไปมองหน้าผู้มาใหม่อย่างหน่ายๆ

ขอโทษด้วยที่แจจุงเสียมารยาท แต่เสี่ยเองก็น่าจะรู้ถึงขอบเขตของตัวเองด้วยนะครับ... ท้ายประโยคชายหนุ่มกล่าวด้วยน้ำเสียงแข็งขึง ก่อนจะจ้องใบหน้าผู้ที่อาวุโสกว่าตนเกินครึ่งอย่างไม่หวั่นเกรง

เออน่า เสี่ยรู้ๆ แค่แหย่แจจุงเล่นเท่านั้นเอง เสี่ยใหญ่มีสีหน้าระรื่นอีกครั้ง เพราะเรื่องอะไรที่เค้าจะต้องมาเสียเครดิตถูกตัดออกจากสมาชิกวีไอพีของคลับนี้ ไม่คุ้มค่ากันหรอก

แจจุงยกนิ้วกลางให้เสี่ยใหญ่ที่เดินหนีไปราวกับยังไม่หายแค้น ก่อนจะเดินผ่านหน้าผู้มาใหม่อย่างไม่ใส่ใจเข้าไปในลิฟท์ นิ้วเรียวกดชั้น 18 หลังจากที่ร่างสูงของใครอีกคนตามเข้ามา

ไงแม่เสือน้อย น้ำเสียงกระเซ้าเย้าแหย่ถูกส่งไปให้อีกคนที่ยืนหน้ายุ่งเป็นยุงตีกันข้างๆกาย

อย่ามาปากปีจอตอนนี้ ให้มันเข้าใจบ้างว่าชั้นอยู่โหมดไหน แจจุงตอบพร้อมๆกับส่งสายตาอาฆาตไปให้

หึ จ้า แม่จอมโหด เอานี่ใส่ซะเดี๋ยวก็เป็นหวัดขึ้นมาหรอก เสื้อคลุมแจ๊คเกตตัวโตไม่บอกก็รู้ว่าเป็นของใครถูกส่งมาให้ก่อนที่ร่างบางจะกระชากจากมือมาสวมลวกๆ

ยุ่ง... เสียงแหบกระแทกกลับมาแต่ก็ยอมทำตามน้ำใจที่ร่างสูงมอบให้

เย็นนี้กินข้าวเป็นเพื่อนชั้นหน่อยนะ น้ำเสียงอ้อนๆที่คนฟังรู้สึกจะอ้วกถูกเอ่ยขึ้นมาลอยๆ แจจุงเหล่มองใบหน้าสบายอารมณ์ของคนข้างๆอย่างหมั่นไส้ก่อนจะยกนาฬิกาสีดำตัดกับข้อมือขาวจัดขึ้นมาดู

เย็นบ้านนายสิ นี่มันจะเที่ยงคืนแล้ว 

งั้นดินเนอร์รอบดึกก็ได้ นะ ใบหน้าหล่อมีสไตส์ยื่นมาใกล้ แจจุงยกฝ่ามือขาวดันหน้ากวนๆนั่นออกไปก่อนจะตอบส่งๆ

เออๆ 

ต้องอย่างนี้สิ นายอ่ะไม่กล้าขัดชั้นหรอก... 

ใช่สิ...ไม่กล้า...

คิม แจจุง ไม่เคยขัดใจ ปาร์ค ยูชอนได้สำเร็จสักครั้ง

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ควันสีขาวขุ่นลอยคละคลุ้งไปทั่วทั้งห้องนอนขนาดกว้างที่มีเครื่องเรือนเพียงน้อยชิ้น แสงสลัวๆยามเข้าสู่ฤดูหนาวทำให้บรรยากาศภายในเย็นยะเยือก กลิ่นอับชื้นเนื่องจากขาดการทำความสะอาดมานานหลายอาทิตย์ทำให้รู้สึกราวกับห้องรกร้าง เตียงขนาดคิงส์ไซด์ตั้งเด่นอยู่กลางห้องหากแต่ผู้นอนไม่ได้อยู่บนนั้น

ร่างสูงที่ซูบผอมใบหน้าครึ้มเต็มไปด้วยหนวดเคราในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวเปิดกระดุมและกางเกงยีนส์สีซีด นอนนิ่งอยู่ที่พื้นพรมบริเวณปลายเตียง โดยเอาหลังพิงกับขอบเตียงไว้อย่างหมิ่นเหม่ บุหรี่ในมือถูกยกขึ้นมาจ่อที่ริมฝีปากบางซีดเซียวอีกครั้ง

ขวดเหล้ายี่ห้อดังล้มระเนระนาดแทบทั่วทุกพื้นที่ มือหนาคว้าขวดเปล่าใกล้ตัวขึ้นมาก่อนจะกรอกเข้าปากแต่ก็ต้องหัวเสียอย่างแรงที่เหล้าไม่ลงสู่ปากตนสักหยด

โธ่เว้ย!!... ทำไมจะไม่รู้ว่าตนเองนั้นจมดิ่งสู่จุดตกอับที่สุดในชีวิต ทั้งการงาน เพื่อนฝูงทุกสิ่งทุกอย่างมลายหายไปเพียงเพราะผู้หญิงคนเดียว

ชอง ยุนโฮ จิตรกรชื่อดังที่มีรูปเป็นทรัพย์จนถูกขนานนามว่า เจ้าชายปลายพู่กัน ที่เคยสร้างสรรค์ผลงานอันทรงคุณค่ามาหลากหลายร้อยชิ้น ถึงจุดตกต่ำอย่างที่สุด หลังจากเกิดเหตุการณ์อัปยศครานั้น ก็มิมีผู้ใดได้พบเห็นหน้าคร่าตาของเขาเลย

เหตุผลเดิมๆที่เกิดขึ้นมากมายแก่ผู้ชายหน้าโง่ที่โดนสวมเขา แต่กรณีของเขานั้นมันยากเกินกว่าจะทนทำใจยอมรับได้ เมื่อรู้ว่าตนเองมันน่าสมเพชเป็นที่สุด ไร้ความสามารถจนถึงขนาดทำให้แฟนสาวที่ตนรักต้องออกไปหาความสุขข้างนอก และที่น่ารังเกียจยิ่งกว่านั้นก็คือ คนที่แฟนสาวของตนไปเกี่ยวพันธ์ด้วยนั้นคือเพศเดียวกัน!!!!

.....ชอง ยุนโฮ นายมันไร้น้ำยา.....

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++

Please,Comment for us

2007/May/12

~Angle~ Changmin + Jaejoong

ท่ามกลางอากาศที่หนาวไม่น้อยหน้าวันไหนๆในช่วงต้นปี ชายหนุ่มเอามือเท้าคางจ้องมองไปที่เบื้องหน้าแต่สิ่งที่อาจารย์พูดนั้นไม่ได้เข้าสู่โสตประสาทแม้สักนิดเดียว แต่เพราะแรงสะกิดของเพื่อนข้างๆทำให้แจจุงจำใจต้องหันไปตามเสียงเรียก

เทวดา...
เห?? แปลกใจไม่น้อยที่จู่ๆเพื่อนหน้าตาน่ารักของตนก็หันมาพูดคำคำนี้ยิ้มๆ
อาจารย์ จะสอนเรื่อง...เทวดา...ตำนานของโรมัน เฮ้อ ...โธ่ นึกว่าเรื่องอะไร
แล้วไงอ่ะจุนซู เดี๋ยวก็คงให้เราไปหาหนังสือจากห้องสมุดมาเขียนรายงานอยู่ดี นายฟังไปเหอะ ชั้นขี้เกียจ สิ้นคำพูดแจจุงก็เบือนหน้าออกไปทางฝั่งหน้าต่าง แต่สายตาก็พลันประสบเข้ากับแววตาเรียบเฉย แต่เค้าสาบานได้ว่าแวบนึง เพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้น ที่สายตานั้นมองมาอย่างเศร้าสร้อย
เอ๊ะ...อะไรกัน มองด้วยสายตาแบบนั้น แจจุงพูดเบาๆราวกับไม่ได้ต้องการจะบอกใคร ทันใดนั้นใบหน้าเฉยเมยก็ถูกเจ้าตัวหันออกไปมองทางนอกหน้าต่าง ราวกับแจจุงเป็นอากาศธาตุ
ชริ เจ้าคนเย็นชา สบถออกมาเบาๆ ก่อนจะปิดเปลือกตาลง นายก็ชื่อเทวดาเหมือนกันสินะ
...ชางมิน...

++++++++++++++++++++++++++++

เลิกเรียน

แจจุง รุ่นพี่ยุนโฮมาหาแน่ะ เสียงใสๆของเพื่อนสนิทดังขึ้น แจจุงหันไปทันดีที่ได้ยินว่าใครมาหา
วันนี้มาเร็วจังเลยนะฮะ แจจุงส่งยิ้มหวานหยดไปให้ ทันทีที่ยุนโฮมาหยุดอยู่ที่โต๊ะของตนเอง
ก็จะพาไปกิน i-berry ไงล่ะ เห็นบ่นว่าอยาก แต่พี่ว่ามันไม่เห็นจะเข้ากับอากาศหนาวๆนี่ตรงไหนเลยนะ ยุนโฮกล่าวยิ้มๆ
ก็แหม...ไอติมคือชีวิตจิตใจของแจจุงนี่ฮะ ไม่เห็นต้องแซวกันเลย ใบหน้าสวยมุ่ยลง ก่อนจะจัดแจงเก็บของลงกระเป๋า และทันใดนั้นเสียงดัง โครม ก็สะกดให้ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ
แกทำบ้าอะไรของแกวะ? แน่นอนว่านั่นคือเสียงของซีวอนหัวโจ่กของห้อง ที่ใครก็รู้ว่ามีดรีกรีเป็นถึงนักยูโดของโรงเรียน
...................................... สิ่งที่ได้รับคือความเงียบ เบื้องหน้าของคนที่เป็นต้นเหตุมีโต๊ะและหนังสือเกลื่อนกระจาย
หนอย ไอ้นี่ มันวอนหาเรื่องเจ็บตัวใช่ไหมห๋า...!! สองมือตรงเข้าขยุ้มปกเสื้อของร่างสูง แรงเขย่าทำให้ใบหน้าคมเข้มสั่นคลอนไปตามแรง เส้นผมที่ปรกลงมาปิดใบหน้าบางส่วนนั้น ทำให้ไม่สามารถมองเห็นดวงตาดวงนั้นได้เลยว่า คนถูกกระทำกำลังอยู่ในอารมณ์แบบไหน
หยุดเดี๋ยวนี้นะ ซีวอน เสียงที่ดังขึ้นทำให้ซีวอนจำต้องปล่อยมือลงอย่างช่วยไม่ได้ ก็คนที่สั่งน่ะเป็นรุ่นพี่ในชมรมของตนน่ะสิ
ขอโทษด้วยนะ ที่เด็กชมรมชั้นทำเสียมารยาท ยุนโฮกล่าวขอโทษอย่างใจเย็น
รุ่นพี่ไปขอโทษมันทำไม มันต่างหากที่ผิด มาทำลายข้าวของแบบนี้ ยังกับนักเลง ซีวอนเอ่ยถาม พลางส่งสายตาดูถูกไปยังตัวต้นเหตุ และก็ไม่ใช่แค่ซีวอน คนเกือบทั้งห้องก็ส่งสายตาในแบบเดียวกันนี้มาให้
แล้วที่นายกำลังจะทำร้ายเค้าล่ะ ไม่ได้เรียกว่านักเลงหรือไง มันไม่ใช่เรื่องร้ายแรงอะไร นายเป็นเพื่อนร่วมชั้นกัน น่าจะปรองดองกันไว้ เอ่อ นายน่ะ....ก็ไม่น่าทำแบบนั้นนะ
ไม่ใช่เรื่องของคุณ เสียงเรียบเย็นถูกส่งมาจากร่างสูงทันที ก่อนที่เจ้าตัวจะคว้ากระเป๋าสะพายแล้วเดินออกจากห้องไป
อะไรของเค้านะ แจจุงเพื่อนเราคนนี้แปลกๆนะ
มันบ้าน่ะครับ รุ่นพี่ยุนโฮ อย่าไปสนใจเลย... ซีวอนชิงบอกก่อน ในขณะที่สายตาของแจจุงก็ยังคงจับจ้องไปที่ประตูทางออก นึกไม่ค่อยเข้าหูสักเท่าไหร่ ที่ซีวอนหาว่า...บ้า...
...ชางมิน นายเป็นอะไรไป??...

+++++++++++++++++++++++++++++

วันปฐมนิเทศ ปีที่แล้ว

เสียงเพลงที่ดังรอดออกมาจากหูฟังทำให้คนแถวนั้นหันมามองร่างบางกันเป็นตาเดียว แต่กระนั้นเจ้าตัวก็ยังไม่รู้สึกจนกระทั่ง
อ้ะ!! หูฟังข้างหนึ่งถูกดึงออกจากหู
นะ นายจะทำอะไร?? แจจุงหันไปมองร่างสูงที่ยืนค้ำอยู่หัวโต๊ะ
ชั้นนี่นะจะทำอะไรเธอ เธอน่ะแหล่ะทำอะไร ที่นี่มันห้องสมุดนะ
แล้วไง?
ก็เธอฟังเพลงซะดังหลายเดซิเบลขนาดนั้นมันรบกวนคนอื่นเค้า รวมถึงชั้นด้วย
อ่ะ อ่อ งั้นเหรอ? ดังขนาดนั้นเหรอ? แล้วแจจุงก็เองรู้สึกตัว เพราะตนเองก็ได้ยินเสียงที่ดังรอดออกมาจากหูฟังได้อย่างชัดเจน
ดังจริงๆด้วย ขอโทษนะ ที่ชั้นรบกวนเวลาอ่านหนังสือของนาย แจจุงกล่าวเสียงอ่อย อย่างสำนึกผิด
เธอไม่ได้รบกวนเวลาอ่านหนังสือของชั้นหรอก แต่เธอน่ะรบกวนเวลานอนของชั้น เข้าใจ?? ชายหนุ่มมองคนตรงหน้าที่ทำหน้าอึ้งๆอย่างรู้สึกเอ็นดู แต่สักพัก ใบหน้าร่างบางนี่เหมือนจะนึกอะไรบางอย่างออก
นี่นาย เรียกชั้นว่าเธอนี่... คำพูดนี้ทำให้คนฟังแทบหลุดขำออกมา
ก็เออ น่ะสิ เพิ่งรู้เหรอ ความรู้สึกช้าจริงแฮะ....
ชั้นเป็นผู้ชายนะ แต่คำว่าเธอเค้าไว้ใช้เรียกผู้หญิง แจจุงลุกขึ้นยืน จะได้ดูเท่าเทียมกันหน่อย แต่กระนั้นเค้าก็ยังตัวเล็กกว่าร่างสูงนี่มากโขอยู่ คนหรือเสาไฟฟ้ากันแน่เนี่ย?
แต่ผู้ชายอย่างนายมันเหมาะกับคำว่าเธอ... สิ้นคำพูดร่างสูงก็เดินจากไป
อะไรของเค้านะ แปลกคนจริง แจจุงคิดอยากที่จะเดินตามไปถาม แต่ว่าได้เวลาต้องเข้าหอประชุมแล้ว ไว้ถ้าเจอคราวหน้าค่อยถามละกัน

...................................................................
........จุง.......แจจุง...แจจุงครับ
อ่ะ ฮะ วะ ว่าไงนะครับ ใบหน้าหวานหันมาสนใจคนที่นั่งอยู่ตรงข้ามตน
ใจลอยไปถึงไหนครับเนี่ย เดี๋ยวนี้แจจุงใจลอยบ่อยจัง ลอยไปที่ไหนเอ่ย ยุนโฮแกล้งถามเล่น แต่คนฟังนี่สิถึงกับสะอึก
เอ่ย เปล่าฮะ พอดีคิดอะไรเรื่อยเปื่อยนะ ไม่มีอะไรหรอกฮะ พี่ยุนโฮล่ะมีอะไรเหรอ?
ก็จะบอกว่าไอติมที่สั่งน่ะ มาแล้ว กินซะ ถึงมันละลายช้าพี่ก็อยากให้เรารีบกินนะ เพราะเดี๋ยวจะไม่สบายเอา กินไอติมอากาศแบบนี้
ฮะ และแจจุงก็ลงมือกินไอติมตรงหน้า แต่ในใจเต็มไปด้วยเรื่องราวของอีกคน

+++++++++++++++++++++++++++++++++

แครอท แฮม ไข่ไก่ ส้ม....ครบแล้วสินะ แจจุงทวนของอยู่ในใจระหว่างทางกลับบ้าน วันนี้เค้ากลับมาบ้านก็เห็นโน้ตที่แม่ของเค้าแป่ะได้ตรงข้างตู้เย็น วันนี้แม่ของแจจุงจะต้องไปธุระกลับดึก จึงให้แจจุงไปซื้อของที่จำเป็นเพื่ออาหารเช้าของวันรุ่งขึ้นแทน แจจุงเดินผ่านสวนสาธารณะแห่งหนึ่ง และแห่งนี้ทำให้เค้าต้องหยุดยืนมองด้วยสายตาบางอย่างที่แม้แต่ตัวเองก็ยังไม่เข้าใจ

ปลายปีที่แล้ว...
ชางมิน นายช่วยแกว่งชิงช้าให้ชั้นหน่อยสิ เสียงใสๆ ดังขึ้น
บ้าเหรอ โตแล้วเธอยังอยากจะเล่นชิงช้านี่อยู่อีกเหรอไง? เสียงทุ้มๆดังขึ้นเบื้องหลัง แต่พอชิงช้าที่แจจุงนั่งอยู่นั้นเริ่มขยับ เจ้าตัวก็ยิ้มแฉ่งขึ้นมาทันที
ชางมินนี่น้า ปากไม่ตรงกับใจ
ว่าอะไรนะ แกล้งถามย้ำเพื่อให้ร่างบางพูขยายความมากขึ้นกว่าเดิม
ก็นายอ่ะ เป็นคนปากไม่ตรงกับใจ อย่างเมื่องานโรงเรียนคราวก่อนนายน่ะบอกว่าจะไม่ช่วยงานห้อง แต่ตอนกลางคืนก่อนวันงานก็ยังมาช่วยชั้นทาสีฉาก รู้มั้ยถ้าไม่ได้นายนะ คืนนั้นต้องไม่เสร็จแน่เลย
ก็เธอมันซื่อบื้อ อาสาทำทุกอย่างเองหมดนี่ ถ้าไม่ได้ชั้นเธอเสร็จแน่ ถือว่าเธอติดหนี้ชั้นนะ
คร้าบบบบบบบบ แจจุงเป็นหนี้ชางมิน เป็นหนี้หลายอย่างเลย ชาตินี้ก็คงใช้ไม่หมด...
ไม่หมดก็ไม่หมดสิ ชดใช้ไปเรื่อยๆ ถึงแม้จะไม่หมดก็ตาม
พูดอะไรน่ะชางมิน เข้าใจยากชะมัด อุ หว๋า....ยยยย อย่าแกว่งแรงแบบนี้ มะ มันสูงน้า....อ้าก ชางมิน

.....ชางมิน ระหว่างเรามันเกิดอะไรขึ้น งั้นเหรอ?....

++++++++++++++++++++++++++++

ระหว่างทางกลับ

พลัก...ชั้นบอกว่าเอาคืนมา....
เฮ้ย อะไรวะ....เงินในกระเป๋าก็มีเยอะกว่านี่หว่า กะแค่อีโทรศัพท์เครื่องเดียว...
ผลัว.... คนที่พยายามยื้อยุด แย่งชิงโทรศัพท์มือถือสีดำเงา กำลังล้มกลิ้งไม่เป็นท่า ที่ริมฝีปาก และ แนวคางมีรอยเลือดช้ำเต็มไปหมด
เอาคืนมา.... แต่กระนั้นร่างสะบักสะบอมก็ยังคงยื้อมือขึ้นสูงเพื่อจะเอาโทรศัพท์ของตนคืนมา
หนอยไอ้นี่ มันวอนตาย... และแล้วมีดสั้นพกก็ถูกชักขึ้นมาจากมือ ระหว่างที่กำลังจะเสียบไปที่ตัวเกะกะนั้น
ตำรวจฮะ...ช่วยด้วย มีคนร้ายยย.. เสียงอันดังทำให้โจรชั่วต้องผงะไป
บ้าชิบ... และขณะที่กำลังจะเผ่นหนีนั้น ก็ถูกดึงขาจนล้ม และแม้จะพยายามแกะมือยุ่มย่ามออกไปเท่าไหร่ก็ไม่สำเร็จ
โว้ยยย...เอาไปเลยไป๊ ไอ้โทรศัพท์บ้าๆเนี่ย ทันทีที่โทรศัพท์ ถูกปาไปอีกด้าน มือทั้งสองก็รีบผละออกจากขาโจรร้าย ตามไปคว้าเอาโทรศัพท์มือถือของตนทันที
อ้ะ....ชางมิน เสียงที่คนฟังคุ้นหูดังขึ้น เจ้าตัวรีบเก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋า
นาย........มาได้ไง
ยังจะมาถามอีก ทำไมสภาพเละแบบนี้เนี่ย...ไอ้คนนั่นมันปล้นนายเหรอ?
หึ...คงงั้น...
ยังจะมาขำอีก มีอะไรทำไมไม่รีบให้มันไปห๋า ทำไมต้องปล่อยให้มันสะกำนายซะจนเละแบบนี้
ไม่ได้หรอก มีเพียงอย่างเดียวที่ให้ไม่ได้...
นายนี่มัน บ้าจริงๆ ...ชางมิน นายมันบ้า... แจจุงรีบประครองคนเจ็บให้ลุกขึ้น แต่ด้วยทวงท่าประกอบกับขนาดของตัวที่ต่างกัน ทำให้ทั้งสองล้มลงไปด้วยกันทั้งคู่ แล้วก็ทำให้แจจุงต้องคร่อมร่างของชางมินไว้อย่างช่วยไม่ได้
อ้ะ... ใบหน้าทั้งสองห่างกันแค่ลมหายใจกั้น ดวงทั้งสองสอดประสาน สรรพสิ่งรอบกายเงียบสะงัด มือหนาถูกยกขึ้นช้าๆด้วยเรี่ยวแรงอันน้อยนิด มาจับกลุ่มเส้นผมนิ่มที่ปรกข้างแก้มของคนด้านบนให้ไปทัดไว้ที่ใบหู ก่อนจะลูบไล้หลังมือไปที่ข้างแก้มเนียนเบาๆ
ชางมิน...จะ...จะทำอะไร? เสียงใสๆเอ่ยขึ้น เรียกรอยยิ้มที่แจจุงเห็นแล้วรู้สึกโหวงเหวงที่ใจเช่นไรไม่รู้จากคนด้านล่าง
ชั้นไม่ทำอะไรเธอหรอก แจจุง ตราบใดที่เธอไม่ใช่ของของชั้น สิ้นคำพูด ใบหน้าฟกช้ำและเต็มไปด้วยกลุ่มเลือดก็หันหนี นั่นไม่ใช่เพราะแจจุง แต่เป็นเพราะเจ้าตัวสลบไปแล้วต่างหาก...
ชะ ชางมิน ชางมิน !!

บ้านชางมิน

หลังจากแจจุงขอบอกขอบใจ บอกลาคนจากโรงพยาบาลที่พาชางมินมาส่งที่บ้าน ไม่สิคอนโดต่างหาก แล้ว ก็หันไปมองร่างสูงที่ทิ้งตัวเองลงบนโซฟาราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
นายน่าจะนอนที่นั่นก่อนนะ แจจุงเอ่ยขึ้นกลังจากเดินไปในครัวเสียบกระติกน้ำร้อนหวังจะชงอะไรอุ่นๆให้คนป่วยดื่ม
ชั้นไม่เป็นอะไร ตอบกลับมาสั้นๆ เรียกความขุ่นเคืองให้คนฟังไม่น้อย
นายมันดื้อ... แจจุงสวนกลับทันที ก่อนจะเดินมานั่งโซฟาตัวข้างๆร่างสูง
ชั้นดื้อไม่ถึงครึ่งของเธอหรอก
ชิ ชั้นน่ะมันดื้อรู้สถานการณ์ แต่นายน่ะไม่ ทำไมไม่รู้จักเซฟตัวเองไว้ ถ้าเกิดชั้นมาไม่ทัน นายไม่โดนแทงจนตายหรอกเหรอ? แทงจนตาย...ทำไมพอพูดคำนี้ หัวใจมันต้องรู้สึกโหวงๆ ด้วยล่ะ
เธอเป็นห่วงชั้น งั้นเหรอ? คนพูดหันมาที่คนฟัง จ้องดวงตาลุ่มลึกไปยังใบหน้าที่แบนไปทางอื่นราวกับว่ามีอะๆนน่าสนใจมากนักหนา
กะ..ก็ต้องห่วงสิ นายเป็นเพื่อนชั้นนิ... สิ้นคำพูด แจจุงก็รู้สึกว่าชางมินมีสีหน้าที่เปลี่ยนไป ทำไมต้องทำสีหน้าเจ็บปวดขนาดนั้นนะ
เอ่อ นายเจ็บแผลเหรอ? แจจุงขยับไปนั่งข้างๆ ที่โซฟาตัวเดียวกัน
หึ ใช่ ชั้นเจ็บแผล
ตรงไหน ขอชั้นดูหน่อย แจจุงกุลีกุจอ จับโน่นตรวจนี้ เผื่อมีตรงไหนอักเสบจะได้พาไปให้หมอดูอีกที
ตรงนี้... แจจุงสะดุ้งสุดตัว ทันทีที่มือบางของตนโดนจับกุมไปวางที่หน้าอกด้านซ้าย คนชางมิน แรงเต้นที่แม้จะมีเสื้อตัวหนากันไว้ก็ยังรู้สึกถึงได้อย่างชัดเจน
เอ่อ....นาย นายมีแผลตรงนี้ด้วยเหรอ? ถึงแม้จะพอเข้าใจอะไรขึ้นมาบ้างแล้ว แต่แจจุงก็ยังไม่อยากจะคิดว่ามันจะตรงกับที่ตนคิด พยายามโกหกตัวเอง
มีสิ แต่แผลนี้มันเกิดมานานแล้ว นานมาก สิ้นคำพูดร่างบางก็ถูกรวบเข้าสู่อ้อมกอดของร่างสูงทันที ความอุ่นแผ่กระจายไปทั่วร่าง แจจุงรับรู้ถึงแรงสั่นของคนที่กอดเค้าไว้แน่น
แจจุง แจจุง แจจุง เสียงทุ้มราวกับเจ็บปวดแสนสาหัสเอ่ยเรียกชื่อนี้ซ้ำไปมาราวกับจะจารึกไว้ในทั่วอณูของหัวใจ คนฟังถึงกับต้องลูบหลังแกร่งเบาๆราวกับเป็นที่พึ่ง
ชางมิน ชั้น...ชั้นเข้าใจ
ไม่..เธอไม่เข้าใจ เธอไม่มีวันเข้าใจ...ความรักของชั้น เธอไม่มีวันเข้าใจ ใบหน้าเข้มซุกลงตรงซอกคอขาว ก่อนจะวางค้างไว้เช่นนั้น แจจุงตกใจไม่น้อยที่สัมผัสได้ถึงความชื้นเปียกที่คอของตน ชางมิน ร้องไห้??
ชางมิน...
ตราบใดที่เธอคือเพื่อนของชั้นเธอไม่มีวันเข้าใจ... สิ้นคำพูด เสียงลมหายใจของแจจุงก็ดังขึ้น ชางมินผละคนในอ้อมกอดออก
....................................
ชั้น ขอโทษ... ใบหน้าคมจ้องไปที่ดวงตากลมโตที่เค้าจำตรึงใจ ไม่มีคืนไหนไม่ฝันถึง
เอ่อ ไม่เป็นไร... แจจุงตอบ
เธอคงลำบากใจ ชั้นขอโทษ แต่มันจะจบลงแค่ตรงนี้ วันนี้
ชางมิน...
ชั้นจะเลิกเรียกนายว่าเธอ และเค้าคนนั้นของนาย จะไม่รู้ว่าชั้นคิดยังไงกับนาย แจจุง นายไม่จำเป็นต้องทัก หรือสนใจชั้น เราจะเป็นคนแปลกหน้าซึ่งกันและกัน
ทำไมชางมิน ทำไมต้องทำถึงขนาดนี้ แจจุงเอ่ยถาม คนที่หันหลังให้ตน
เพราะมันจะช่วยทำให้ชั้นลืมนายได้ยังไงล่ะ
นาย...จะลืมความเป็นเพื่อนระหว่างเรา งั้นเหรอ? แจจุงไม่เข้าใจตัวเองเลย ว่าทำไมต้องเจ็บปวดด้วย แค่เพียงนึกว่าชางมินจะลืมเรื่องของตน หัวใจมันก็หนาวเหน็บ
ใช่ ชั้นจะลืม ชั้นจะลืมนายให้ได้
นะ นายมันบ้า บ้าที่สุด เพราะนายเป็นแบบนี้ คนอย่างนาย จึงไม่มีวัน ไม่มีวันเอาชนะพี่ยุนโฮได้ ยังไงล่ะ สิ้นคำพูด ร่างบางก็วิ่งออกไปจากห้อง ทิ้งคนฟังให้นั่งจมกับความคิดที่ประดังเข้ามา

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++

พี่ยุนโฮ... เสียงเรียกทำให้คนที่เดินข้างๆต้องหยุดและหันมามองร่างบางข้างกาย
หืม...แจจุงมีอะไรครับ...
เอ่อ ....ไม่มีอะไรฮะ... แจจุงส่ายศีรษะ เรียกรอยยิ้มของยุนโฮ
เรียกแล้วทำไมไม่พูดล่ะครับ หรืออยากกินไอติมอีก พี่ไม่ว่าหรอก
เอ่อ ไม่ใช่ฮะ...ไม่มีอะไร... แจจุงรู้สึกไม่สบายใจเอาเสียเลย วันทั้งวันคิดแต่เรื่องของเพื่อนที่ชื่อชางมินจนหัวแทบจะระเบิด แม้กระทั่งอยู่กับแฟนหนุ่มก็ไม่ควรจะคิดถึงคนอื่นสิ
แจจุงตกใจไม่น้อยที่รับรู้ถึงสาเหตุความนึงเฉย ไม่สนใจตนของชางมิน ตอนนั้นเค้ามองข้ามความรู้สึกของชางมินไปได้อย่างไรกัน จำได้ว่ารุ่นพี่ยุนโฮคือเพื่อนสนิทของรุ่นพี่ยูชอนแฟนของจุนซู วันนี้เป็นวันเกิดของจุนซู ทำให้แจจุงมีโอกาสได้พบกับยุนโฮ จำได้ว่าเค้าประทับใจยุนโฮทันทีที่ได้พบ

ชางมินๆ รุ่นพี่ยุนโฮน่ะเท่ห์มากเลยนะ เป็นถึงนักยูโดเหรียญทองของโรงรียน แจจุงเอ่ยชมคนที่เพิ่งพบกันไม่กี่วันให้เพื่อนสนิทฟัง
เหรอ? สเป๊กของแจจุงสินะ... น้ำเสียงของคนฟังกระด้างขึ้นมาทันที แต่ร่างบางก็ไม่ได้รู้สึกอะไร
ใช่ ชางมินนายไม่สนใจไปสมัครชมรมยูโดมั่งเหรอ? แจจุงพยายามเกลี้ยกล่อมเพื่อน ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงอยากให้ชางมินไป แต่คิดว่าถ้าร่างสูงๆนี่สวมชุดยูโดและอยู่ในสนามแข่งขันต้องเท่ห์กว่ารุ่นพี่ยุนโฮเป็นแน่
ไม่เอาหรอก ของพรรค์นั้น
เอ๊ะ ชางมินอ่ะ...น้านะ ไปสมัครเหอะ เดี๋ยวชั้นขอพี่ยุนโฮให้ นายเล่นไม่เป็นก็ไม่เป็น ชั้นขอให้พี่เค้ารับนายไว้ก่อนก็ได้ ถ้าเข้าไปแล้วอีกหน่อยนายก็เก่งเองแหล่ะ แจจุงเอ่ยลุ้น
ชั้นบอกว่าไม่ก็ไม่ไงเล่า แจจุงเธอเลิกเซ้าซี้สักทีได้มั้ย น่ารำคาญ... และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการที่พูดคุยกับชางมินไม่ถึง 2 ประโยคก็ต้องทะเลาะกัน และด้วยเหตุนี้ ทำให้ทั้งสองห่างกันเรื่อยๆ จนท้ายที่สุดเมื่อแจจุงตกลงคบกับยุนโฮ ชางมินก็ไม่คุยกับแจจุงอีกเลย

เพราะงี้สินะ เพราะว่าชั้นชอบพี่ยุนโฮ นายถึงไม่คุยกับชั้น ชั้นทำนายเจ็บปวดสินะ ชางมิน

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

เช้าวันจันทร์ ที่โรงเรียน

แจจุงแปลกใจเป็นอย่างมากที่เข้าห้องเรียนมาแล้วไม่พบใครเลย ห้องทั้งห้องว่างเปล่า ทั้งๆที่บนโต๊ะนักเรียนก็ยังมีกระเป๋า ของเพื่อนๆเค้าอยู่ เกิดอะขึ้นน่ะ นี่มันก็จะเข้าเรียนแล้วนี่นา
และก่อนที่จะเดินออกจากห้องไปตามหาเพื่อน สายตาของแจจุงก็พลันไปพบกับอะไรบางอย่างที่ห้อยออกมาจากกระเป๋าเป้สีดำ ....กระเป๋าของชางมิน....

แจจุงเดินเข้าไปใกล้และหลังรู้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร ฝามือบางก็ถูกเจ้าของยกขึ้นปิดปากเพื่อพยายามกลั้นสะอื้น แต่ทว่ามันไม่ช่วยอะไรได้เลย สิ่งนั้นคือโทรศัพท์มือถือของชางมิน ตัวเครื่องนั้นถลอกเสียหาย และหน้าจอก็แตกร้าว ดูยังไงก็คงใช้การไม่ได้แน่นอน แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ทำให้แจจุงเสียน้ำตา แต่เป็นเพราะ

....เทวดา...
ตุ๊กตาห้อยมือถือรูป เทวดา

ชางมิน....
อะไรน่ะ? ใบหน้าหล่อผละออกเล้กน้อยที่รู้สึกถึงอะไรนิ่มๆที่ข้างแก้ม
เทวดาไง...
นี่น่ะเหรอ?
ใช่ ตุ๊กตาเทวดา ชั้นซื้อให้เป็นของขวัญวันเกิด แจจุงเอ่ยขึ้นยิ้มๆ แอบขำกับคิ้วที่ขมวดๆของคนฟัง
บ้าน่า แจจุง วันเกิดชั้นพรุ่งนี้นะ... ชางมินบอกก่อนจะมองเจ้าตุ๊กตาแองเจิ้ลที่ลอยอยู่ตรงหน้า
ก็ชั้นอยากให้นายวันนี้นี่ เพราะจะได้เป็นคนแรกที่ให้ของขวัญนายไง รับไปสิ เนี่ยคอเลคชั่นใหม่เลยนะ ชั้นอุตส่าห์ไปยืนรอต่อแถวตั้งแต่7 โมง
ลำบากทำไม แล้วเค้าเปิดขายกี่โมง?
ก็ 7 โมงอ่ะแหล่ะ....รับไปเร็วซี่ แจจุงร้องขอ ทำเอาคนรับส่ายหัวทำหน้าปลงๆ
นี่ นายน่ะ ช่วยทำหน้าดีใจหน่อยได้มั้ยเล่า คนเค้าอุตส่าห์มีน้ำใจ แจจุงทำหน้าเซ็ง เมื่อคนรับไม่เห็นว่าจะมีทีท่าว่าดีใจสักนิด
ก็ชั้นไม่ชอบตุ๊กตานี่ เด็กชะมัด ส่ายหัวก่อนตอบแต่ก็หย่อนลงกระเป๋าเป้
หนอย จำไว้เลยนะ คราวหน้าอย่าหวังเลยว่าจะได้อะไรจาก คิม แจจุงคนนี้ ชริ

นายมันบ้า ชางมิน
นายยอมเจ็บตัวเพราะของ...แค่นี้เหรอ?
นายยอมเจ็บ เพราะตุ๊กตาตัวนี้...งั้นเหรอ?
นายยอมเจ็บเพราะของของชั้น...งั้นเหรอ?

นายทำให้ชั้นร้องไห้อีกแล้วนะ ชางมิน คนบ้า

++++++++++++++++++++++++++++

แย่แล้ว แจจุง...แย่แล้ว
อ้าว จุนซู แจจุงรีบปาดน้ำตา เมื่อได้ยินเสียงเพื่อน
ชางมินๆ แย่แล้ว...
เกิดอะไรขึ้นจุนซู ชางมินทำไม? ทันทีที่ได้ยินชื่อ หัวใจมันก็ร้อนรนขึ้นมาเฉยๆเป็นเพราะอะไรกันนะ
ตามมาก่อนเร็ว แจจุง เดี๋ยวรู้เอง...ชางมินใกล้จะแย่แล้ว... และทั้งสองก็รีบวิ่งออกไปทันที

โรงแข่งยูโด

ทันทีที่แจจุงเข้าไป ภาพที่เห็นบวกกับเสียงที่เงียบงันนั้นทำให้เค้าเข่าอ่อน อันที่จริงการแข่งขันจะต้องมีเสียงเชียร์กันโหวกเหวกสิ แต่นี่ทำไมมันเงียบแบบนี้ เงียบซะจนได้ยินเสียงหายใจหอบของคนที่ล้มกองอยู่บนเบาะรองแข่ง

ย้ากกกกกกกกกกกกก..... ไม่นานนัก ร่างกายที่สะบักสะบอมก็พยุงกายวิ่งเซไปทางคู่แข่งอีกคน ที่แค่เบี่ยงตัวก็ทำให้คนที่วิ่งมาราวกับไม่มีสตินั้นล้มลงอย่างแรง
พอซะเถอะ ชางมิน... เสียงของคนที่ยืนหยัดอยู่บนเบาะเอ่ยขึ้น ยุนโฮนั่นเอง
ไม่ ไม่มีทาง เสียงอันแผ่วเบาเล็ดรอดออกมาจากริมฝีปาก
..................................

ชั้นไม่มีทางยอมแพ้ คนอย่างนาย... พยุงกายยืนขึ้นก่อนจะพุ่งเข้าหายุนโฮอีกครั้ง ร่างใหญ่พลิกกายจับคนที่เรี่ยวแรงไม่มีทุ่มลงอย่างแรงกับเบาะ ทำให้เลือดจากแรงกระแทกภายใจไหลออกมาเล้กน้อย
ชางมิน!!! เสียงอันดังขึ้นทันทีที่ร่างสูงล้มลงนั้น ทำให้ทั้งโรงแข่งหันมามองที่แจจุงเป็นตาเดียว
แจจุง......... ยุนโฮเอ่ยเรียกแฟนตัวเองอย่างแปลกใจ
ฮึก...พี่ยุนโฮ แจจุงขอร้อง พอเถอะนะ... ร่างบางวิ่งเข้าไปพยุงร่างของชางมินที่แม้แต่แรงจะลืมตายังทำได้ยากยิ่ง
แจจุง...ไม่...ถะ ถอยไป แต่ชางมินก็ยังดื้อดึงที่จะสู้ต่อไป
ไม่นะชางมิน พอแล้ว... แจจุงร่ำไห้ มองที่ชางมินที มองที่ยุนโฮที
ชั้น ไม่อยาก....พะ....แพ้ ชางมินเค้นเสียง ก่อนที่จะไอเอาน้ำเลือดออกมา
ฮึก....ฮือ ชางมิน...ไม่...พี่ยุนโฮ แจจุงขอร้อง...ฮือ มือขาวๆปาดเช็ดเลือดที่มุมปากชางมินอย่างแผ่วเบา จนคนรับสัมผัสรู้สึกอบอุ่น ยุนโฮเบือนหน้าละสายตาจากภาพที่เสียดแทงนี้ ทำไมเค้าจะไม่รู้ เค้าไม่ใช่คนโง่สักหน่อย หัวใจของแจจุงไม่เคยเป็นของเค้าเลย และวันนี้เค้าก็รู้แล้วว่ามันเป็นของใคร
แจจุง นาย..... ยุนโฮเงียบไป เพราะเจ้าตัวพูดคำต่อมาไม่ออก
ผมรักชางมิน พี่ยุนโฮ ผมรักชางมิน สิ้นคำพูด สายตาของชางมินก็พล่าเลือน แต่ก่อนที่สติจะดับวูบลงไป รอยยิ้มที่แจจุงเองก็ไม่เคยเห็นมาก่อน ได้เกิดขึ้นมา

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

นายนี่น้า ไม่เจียมเอาซะเลย รู้ก็รู้ว่าไม่มีทางเอาชนะรุ่นพี่ยุนโฮได้ ก็ยังจะดันทุรัง แจจุงถือส้มจ่อไว้ที่ปากคนที่นอนหน้าบวมตุ่ยอยู่บนเตียงอย่างขัดใจ ก่อนจะยัดมันเข้าไป
ถ้าเธอยังไม่เลิกพูดชื่อนี้ ชั้นจะจับกดมันที่เตียงโรงพยาบาลนี่แหล่ะ พูดไม่พูดเปล่า ยังทำท่าจะเอาจริงอีกด้วย
อ้ะ อย่านะ เดี๋ยวแผลก็หายช้าหรอก แจจุงเอ่ยตอบ ก่อนที่จะเบือนหน้าไปทางอื่น กลบเกลื่อนผิวแก้มที่แดงปลั่ง
แสดงว่าถ้าแผลหายก็โอเคใช่ไหม แจจุงอยากหาอะไรมาทิ่มตาที่แพรวพราวนี่เหลือเกิน คบมาตั้งนาน ไม่นึกว่าชางมินจะเป็นคนแบบนี้นะเนี่ย
บ้า แผลหายก็ไม่ได้
ใจร้าย... ชางมินเอ่ยเสียงน่าสงสารที่สุด แต่แจจุงกลับฟังว่ามันน่าหมั่นไส้
ช่วยไม่ได้ นายอยากหาเรื่องใส่ตัวเอง
เอ๋ ก็ใครกันหนีไปมีแฟน โดยที่ชั้นยังไม่รู้เรื่องด้วยเลย
อ้ะ ก็ใครล่ะ ที่มาทำบึ้งตึง เย็นชาใส่ก่อนอ่ะ
แจจุง... เสียงแข็งๆของชางมินที่แกล้งปั้นขึ้นอ่อนลง สองมือพยุงคนข้างเตียงมานั่งข้างๆ และสวมกอดเอวคอดจากด้านหลัง พร้อมๆกับวางคางมนที่ไหล่นุ่ม
หืม... ตอบเสียงหวาน อย่างน่ารักทำให้คนที่นั่งซ้อนหลังต้องกดจมูกโด่งลงไปที่แก้มใส จนบุ๋มลงไปเพราะความนุ่ม
ชั้นขอโทษ
ชางมิน...ชั้นก็ขอโทษ ทั้งสองหันหน้ามาหากัน ก่อนที่จะเผยรอยยิ้มออกมาพร้อมๆกัน คำขอโทษที่เอื้อนเอ่ยนั้น นอกจากคนทั้งสองแล้ว คงไม่มีใครรู้ว่าหมายถึงอะไร
แต่ต่อจากนี้ คำว่าขอโทษคงไม่จำเป็นอีกต่อไปแล้ว เพราะคำที่ทั้งคู่ต้องการ คงมีเพียงแค่คำว่า ....รัก....เท่านั้น

~END~

This Short fiction for Changmin in his Birthday this years 2007